ปิดตำนาน "คุกกองปราบ" ปิดแล้ว ห้องขังแฝงสิ่งเร้นลับในตำนาน "คุกกองปราบ"

หลังมีคำสั่งรื้อถอนอาคารที่ตั้งทิ้ง เผยสาวโคราชที่ถูกเบิกตัวออกไปวันนี้ เป็นคนสุดท้ายของห้องขังเฮี้ยน ร้อยเวรหน้าห้องย้ำ เฝ้ามา 4 ปี ไม่เคยเจอวิญญาณซักครั้ง แต่ผู้ต้องหาร่ำลือกันอื้ออึง ผีสั่งผูกคอบ้าง อย่านอนขวางทางบ้าง พุธที่ 22 ตุลาคม 2557 เวลา 08.55 น. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เบิกตัว น.ส.นงเยาว์ แซ่ตัน อายุ 27 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีลัก จยย. ออกมาจากห้องขัง ก่อนส่งตัวไปดำเนินคดีต่อที่ สภ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ ท้องที่เกิดเหตุ แต่จุดที่น่าสนใจคือ น.ส.นงเยาว์ อาจเป็นผู้ต้องหาคนสุดท้ายที่โดนคุมตัวไว้ในห้องขังกองปราบปราม เนื่องจากกำลังจะมีการรื้อถอนอาคารที่ตั้งห้องขังอาถรรพณ์อันโด่งดังนี้ โดย พ.ต.ท.ดำรงสิทธิ์ โมราฤทธิ์ รอง ผกก.4 บก.ป.ปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักงาน ผบก.ป.ซึ่งควบคุมดูแลการย้ายสถานที่ทำงานของ บก.ป. เปิดเผยว่า หลังจากมีคำสั่งจะรื้อถอนอาคารเก่าแก่แห่งนี้ ขณะนี้ได้เร่งขนย้ายข้าวของเครื่องใช้สำนักงานจากห้องทำงานต่างๆ ให้หมดโดยเร็ว เนื่องจากอยู่ระหว่างการเปิดประมูลหาผู้รับเหมาทำการรื้อถอนอาคารส่วนที่เหลือ เพื่อส่งมอบพื้นที่ในการสร้างที่ทำการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งห้องขังที่โดนกล่าวขานในเรื่องความเฮี้ยนนี้ ก็จะต้องถูกรื้อทิ้งด้วย ส่วนการทำพิธีทางศาสนาจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบ ต้องรอดูคำสั่งก่อน ด้าน ร.ต.ต.สำเริง ใจแสน ร้อยเวรประจำห้องขัง บก.ป. ที่ผูกพันกับห้องขังนี้มานาน กล่าวว่า ขณะนี้ยังบอกได้ไม่เต็มปากว่า น.ส.นงเยาว์ เป็นคนสุดท้ายที่โดนขังไว้ที่นี่ แม้ตอนนี้จะไม่เหลือผู้ต้องหาแล้วก็ตาม เพราะห้องขังใหม่ที่อยู่อีกอาคารหนึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จดี ส่วนตัวยอมรับว่าตลอด 4 ปี ที่เฝ้าปฏิบัติหน้าที่มายังไม่เคยเจอผีสางหรือสิ่งเร้นลับเลย มีแค่คำบอกเล่าจากปากผู้ที่ถูกควบคุมตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่ระบุว่า วิญญาณมาเตือนว่าอย่านอนขวางทาง บางรายก็พยายามแขวนคอตนเอง โดยอ้างว่าผีผู้ชายมาสั่งให้การดังกล่าว แต่เคราะห์ดีที่ตนเห็นก่อนจึงช่วยทัน กลายเป็นคำร่ำลือดังว่าห้องขังที่นี่มีผีหรือวิญญาณสิงสถิตอยู่แน่ "ผมเชื่อว่าผุ้ต้องหาแต่ละคนจินตนาการหรือคิดกันไปเอง อาจเพราะด้วยข่าวสารที่แพร่กระจายเร็ว รวมกับไฟไม่ค่อยสว่าง ยิ่งทำให้หวาดกลัว วิตกกังวล จะมีก็แค่ตอนไฟดับเท่านั้นที่จะมีปัญหาหน่อย เนื่องจากห้องขังไม่มีไฟสำรองและมืดมากจนมองอะไรไม่เห็น ตอนที่ผมรู้ว่าจะต้องรื้อถอน ได้ยืนอยู่ที่หน้าห้องขังแล้วก็พูดคุยกับสิ่งเร้นลับถ้ามีว่า ขอให้กลับบ้านหรือไปผุดไปเกิดเถอะ อีกไม่นานเขาจะทุบห้องขังทิ้งแล้ว" สำหรับห้องขังแห่งนี้ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "คุกกองปราบ" ที่กลายเป็นสถานที่อาถรรพณ์จากคำบอกเล่าปากต่อปาก มีหลายครั้งหลายคราที่ได้ยินข่าวการพยายามผูกคอตายในห้องขังกองปราบ เหตุใดที่นักโทษหลายต่อหลายคนถึงต้องเลือกใช้วิธีนี้หนีความผิด เป็นความตั้งใจหนีคดี หรือมีเรื่องราวลี้ลับชวนพิสูจน์เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้กันแน่ เหตุการณ์ชวนสยองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ผูกคอตายซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีผู้ต้องหาคดีข่มขืนหลานสาวตัวเองถูกฝากขังที่กองปราบ ด้วยความอัปยศในหัวใจของตัวเขา จึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง ด้วยวิธีผูกคอตายเพื่อหนีความผิด น่าแปลกที่ภายหลังการเสียชีวิตของชายคนแรกผ่านไป มีเหตุการณ์ผู้ต้องหาพยายามผูกคอตาย เพิ่มขึ้นอีกสามราย แต่ก็นับว่าโชคดีเพราะทั้งสามราย เจ้าหน้าที่ช่วยไว้ได้ทัน มีเพียงผู้ต้องหารายเดียวเท่านั้นที่เมื่อช่วยเหลือได้แล้ว กลับไปผูกคอตายอีกครั้งที่บ้าน จากคำบอกเล่าของผู้ที่พยายามผูกคอตาย ที่เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตมาได้ 2 รายที่เหลือ เล่าว่า มีเสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหูว่าให้ไปนับซี่ลูกกรงสิ เลือกเอาว่าจะเอาซี่ไหน ก่อนจะสอนวิธีผูกคอตาย เพื่อที่จะได้พ้นผิด โดยเสียงนั้นบอกว่าให้ฉีกเสื้อออกแล้วนำไปผูกกับลูกกรง คำบอกเล่าที่ตรงกันนั้นเชื่อว่ามาจากผู้ชายที่ใส่เสื้อแดงที่เคยผูกคอตายก่อนหน้านี้ มาชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน หรือนี่คือวิธีการหาตัวแทนอีกแบบหนึ่ง.
ที่มา อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/crime/275506

คุกกองปราบเฮี้ยนอีก! ผู้ต้องขังเจอวิญญาณหลอนทุกคืน
(19 ส.ค.) จากกรณี นายประเสริฐ พรมมิ เลขานุการมูลนิธิประชาอุปถัมภ์บางรัก ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินค่าคุ้มครองจากผู้ค้าแผงลอยบริเวณหน้าวัดหัวลำโพง ซึ่งตำรวจอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกควบคุมตัวทั้ง 2 ไว้ที่ห้องขัง ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)
จากการสอบสวนเบื้องต้นนายประเสริฐรับสารภาพว่า มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าจริง แต่รายละเอียดที่มีการจดใส่กระดาษไว้ลูกน้องตนเป็นคนเขียน โดยเก็บค่าแผงค้า แผงค้าละ 200 บาท และมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 100 บาท ในช่วงเทศกาล สำหรับเงินที่ได้มาก็จะแบ่งไว้ส่วนหนึ่งก่อนจะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิประชาอุปถัมภ์บางรัก
นายประเสริฐ เล่าประสบการณ์ขนหัวลุก ภายหลังถูกกักตัวครบ 7 วัน ว่า ตั้งแต่ถูกนำตัวมากักไว้เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ก็ได้พบกับวิญญาณของผู้ต้องขังที่เสียชีวิตในคุกกองปราบ และไม่ใช่แค่ตนคนเดียวที่เห็น นายแอ๊ดมือระเบิดที่ถูกตำรวจบช.ภ.1 จับในข้อหาเกี่ยวกับอาวุธสงครามก็เห็นแต่ไม่มีใครพูดอะไร ตนไม่กลัวเพราะเคยบวชเรียนมานานกระทั่งวันต่อๆ มา มีโอกาสได้คุยกับวิญญาณ ทำให้รู้ว่าเขาตายในห้องขังกองปราบฯหลายปีแล้ว ที่ไม่ยอมไปเกิดเพราะต้องการจะให้คนทั่วไปรับรู้ว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด แต่ต้องมาถูกขังจนต้องฆ่าตัวตาย
โดย วิญญาณของชายคนดังกล่าวได้ขอร้องให้นายประเสริฐช่วยบอกกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ว่าขอให้นอนเรียงหัวชนกัน อย่านอนขวางเป็นแถวยาวปิดช่องทางเดิน เพราะถ้าวิญญาณของตยเดินข้ามคนนอนจะทำให้มีบาปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุก ๆ คนในห้องขังก็ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีวิญญาณของผู้หญิงอีก 1 คน ที่วนเวียนเดินไปมาตอนเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ทุกคืน สวมใส่เสื้อผ้าชุดขาวดำไม่พูดจาอะไร พร้อมทั้งเผยว่าให้ลองมาสังเกตได้ว่าสุนัขในกองปราบฯจะพากันหอนรับเป็นทอด ๆ ทุกคืนตอน 4 ทุ่ม
อย่างไรก็ตาม หลายปีก่อน เกิดเหตุสยองขวัญภายห้องขังกองปราบปราม หลังจากผู้ต้องหาคดีข่มขืนหลานสาวของตนเองผูกคอตายในห้องขัง และหลอกหลอนผู้ต้องหาหลายต่อหลายคดีที่ถูกขังในห้องขังแห่งนี้ ต่อมามีผู้ต้องหาพยายามผูกคอตายอีก 3 ครั้ง แต่มีเจ้าหน้าที่เข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน 2 ราย ส่วนอีกรายหนึ่งช่วยเหลือได้แล้วแต่กลับไปผูกคอตายที่บ้านได้
ล่าสุด ตำรวจสิบเวรรักษาการหน้าห้องขัง ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากนายสมบูรณ์ ทองคำ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ ซึ่งถูกจับกุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายสมบูรณ์ ซึ่งอาการหวาดกลัว เล่าให้ตำรวจฟังว่า ขณะที่นอนหลับไปได้สักพัก ก็รู้สึกเหมือนมีคนมาสะกิดที่ขา ด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นจึงหรี่ตาดู ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่ง มานั่งที่ปลายเท้าและพยายามพูดชักชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน พร้อมทั้งสั่งให้ลุกขึ้นไปอาบน้ำแปรงฟัน เสร็จแล้วจึงกลับมานอนต่อ ระหว่างนั้นฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในห้องขังมีตนอยู่คนเดียว จึงรู้สึกเอะใจมองกวาดไปรอบๆแต่ก็ไม่พบชายคนดังกล่าวแล้ว จึงคิดว่าฝันไป แต่เมื่อล้มตัวลงนอนอีกครั้งก็ได้ยินเสียงกระซิบดังข้างหูว่า ให้ไปนับซี่ลูกกรง เลือกเอาว่าจะเอาซี่ไหน ก่อนจะสอนวิธีการผูกคอตายเพื่อให้พ้นผิด โดยเสียงนั้นบอกว่าให้ฉีกเสื้อออก แล้วนำไปผูกเข้ากับลูกกรง
ตำนานเรื่องเล่าอาถรรพ์ของคุกกองปราบฯ หรือ ห้องขังกองบังคับการปราบปราม กำลังจะสิ้นสุดลง หลังจากที่มีรายงานระบุว่า ทางกองปราบฯ เตรียมซ่อมแซมปรับปรุงอาคารดังกล่าว เพื่อเป็นอาคารสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ทำให้ประเด็นของคุกกองปราบฯ กลับมาได้รับความสนใจของผู้คนในโลกออนไลน์อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาคารกองบังคับการปราบปราม ตึกหลังสีฟ้า ความสูง 4 ชั้นและมีห้องใต้ดินอีก 1 ชั้น เพื่อส่วนที่อยู่ด้านหลังสุดของพื้นที่กองปราบฯ ปัจจุบันมีแผนการจะทุบอาคารหลังนี้ เพื่อปรับปรุงเป็นสำนักงานแห่งใหม่ แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูและพื้นที่นี้อยู่เหมือนเคย จนกว่าจะมีคำสั่งโยกย้ายไปประจำการที่อื่น เพื่อการก่อสร้าง
ร.ต.ต.สำเริง ใจแสน รองสารวัตรชำนาญ 5 ปฏิบัติหน้าที่ดูแลห้องควบคุมผู้ต้องขัง ได้อธิบายลักษณะของห้องขัง หรือ คุกกองปราบฯ ว่า ส่วนของห้องขังจะเป็นรูปตัวที แบ่งออกเป็น 4 ห้องเล็กๆ ห้องข้างในสุดจะเป็นห้องโถง มีบรรยากาศทึบๆ แม้ว่าจะมีการติดตั้งพัดลมดูดอากาศไว้ 2 ตัว กับพัดลม 6 ตัว ก็ยังคงดูอึดอัด ซึ่งจุดนี้เองที่มีการร่ำลือเรื่องชายชุดแดงในคุกกองปราบฯ ที่จะปรากฏให้เห็นในช่วงตอนกลางคืน
ร.ต.ต.สำเริง เปิดเผยต่ออีกว่า อาคารแห่งนี้เริ่มมีการทุบรื้อถอนไปบางส่วน เพื่อเปลี่ยนไปเป็นอาคารสำนักงานของ สตม. ขณะนี้เจ้าหน้าที่กองปราบฯ ได้ย้ายข้าวของออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงห้องขังที่ยังคงอยู่ รอดำเนินการสร้างใหม่ที่อาคารกองปราบฯ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้า ทั้งนี้จะมีการนำเอาลูกกรงจากห้องขังเดิมไปใช้ที่ห้องใหม่ด้วย แต่ลูกกรงตรงจุดที่พบชายชุดแดงนั้น เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่กำลังพิจารณาว่าจะเคลื่อนย้ายหรือไม่
ที่มา http://news.sanook.com/1684797/