“สุทิน ทรัพย์พ่วง” จากลูกชาวนา สู่เก้าอี้ผู้การกองปราบฯ

 
พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รรท.ผบก.ป.เป็นนายพลคนพูดน้อย แทบจะไม่ให้ใครสัมภาษณ์ถึงชีวิตส่วนตัวหรือแม้แต่หน้าที่การงาน แต่กับ “กากีกลาย” นายพลลูกหม้อกองปราบฯ อดีตสารวัตรคอมมานโด สว.ผ.5 กก.2 ป. ที่เติบโตในชีวิตราชการมาถึงตอนนี้เป็นเจ้าของรหัส ป.1 ยอมให้เจาะใจเป็นครั้งแรก เพื่อแฟนคอลัมน์ท่องปทุมวัน แห่ง http://www.policenewsvarities.com
 “ผมเกิดที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ครอบครัวเป็นชาวนา ทำนามาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นเด็กวัดเก่า วัดยางศรีเจริญ มีพี่น้อง 4 คน
เป็นผู้ชายทั้งหมด ลูกคนโตเป็น พ.อ.ตายแล้ว เป็นมะเร็ง คนที่ 2 ทำงานโรงงาน คนที่ 3 ทำนา ส่วนผมเรียนจนจบ มศ.3 ที่สรรพยาวิทยา ตอนนั้นเกือบจะไม่ได้เรียนต่อด้วยซ้ำไป”
สาเหตุเพราะว่าตอนนั้นพ่อขับรถไถนา ตกถนน แล้วขาหัก ก็เลยต้องไปไถนาแทนแก อยู่ที่ชัยนาท เกือบไม่ได้มาเรียนต่อ แต่ก็ตัดสินใจกลับมาสอบเรียนต่อ มศ.4 ที่อำนวยศิลป์ ที่มาเป็นตำรวจนั้น จริงๆ ตอนจบ มศ.5 อยากเป็นหมอมากกว่า แต่สอบไม่ติด ไปติดวิศวะ แล้วก็มาสอบตำรวจคู่กันด้วย ตอนแรกไปเรียนวิศวะ ที่บางมด อยู่เดือนกว่าๆ มาติดตำรวจที่ประกาศผลสอบตอนหลัง ก็เลยเลือกเป็นตำรวจ ก็ลองสอบไปเรื่อยๆ นะ ไม่ได้มีใครชวน
 

…”พ่อบอกเป็นตำรวจก็ดี ถามว่าเด็กเรียนดีมั้ย ก็ถือว่าเรียนดี ตอน มศ.5 เทอมกลางได้ที่ 1 นะ ไม่ได้รู้ว่าเก่งหรือไม่เก่ง ส่วนที่เข้ามาสอบตำรวจ เพราะตอนนั้น มศ.5 ก็สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยฯ ได้ ไม่ต้องสอบเตรียมทหาร แต่พอมาเป็นตำรวจแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี” ผู้การสุทินเล่าเรื่องราวชีวิตครั้งหลัง
“ลงบรรจุครั้งแรก ปี 2527 ที่ สน.บุปผาราม มาขึ้นสารวัตรที่โรงเรียนนายร้อย ไปเป็น ผบ.ร้อย อยู่ 3 ปี ตอนปี 2535 สารวัตรโรงเรียนนายร้อย มาเจอท่านคำนึง (พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม)ตอนที่ท่านเป็นผู้การปกครองโรงเรียนนายร้อย จากนั้นท่านก็มาเป็นผู้การกองปราบ ได้ปีหนึ่ง แกก็ให้ย้ายมาเป็นสารวัตรอำนวยการที่กองปราบฯ ก็ไปช่วยงานพี่ต้อย-พิสิฎฐ์ พิสุทธิศักดิ์ ที่ กก.5 บก.ป. ตอนนั้นปี 2539 หลังจากนั้นปีหนึ่ง แกโทร.มาบอก จะให้ไปเป็นสารวัตรคอมมานโด ให้มาหาภายใน 10 นาที ผมก็ตีรถไปเลย จากแฟลตที่พญาไท ให้มาหาที่นี่ แกก็นั่งกินข้าวอยู่ 10 นาทีมันเกินอยู่แล้วล่ะ ก็ขอบคุณนายเขา เพราะไม่ได้ขอเลย ไม่เคยมาขอตำแหน่ง รู้สึกดีนะ แต่มันอาจจะเพราะได้มาง่ายเกิน เลยอยู่ได้ไม่นาน…..”ผู้การสุทินพูดถึงตรงนี้แล้วยิ้ม
         อยู่ได้ปีครึ่ง เพราะท่านคำนึงถูกย้าย หลังลงเครื่องกลับจากที่ทำงานต่างจังหวัดตอนเช้ามืด เรียกว่าถูกย้ายกลางอากาศ ส่วนผมจากนั้นก็ไปอยู่นครบาล ย้ายไปเป็นสารวัตรสืบ สน.เพชรเกษม อยู่ 2 ปี ก็ย้ายไปอยู่สืบ สน.เตาปูน กลับมาขึ้น รอง ผกก.2 บก.ป.สมัยพี่วิน อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้การกองปราบฯ เจอท่านครั้งแรกสมัยพี่วินเป็นรองผู้การ ส่วนผมเป็นสารวัตรคอมมานโด แกเมตตา ให้มาเป็น รอง ผกก.2 ป. โดยมีทวี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เพื่อนตำรวจนรต.37 รุ่นเดียวกันเป็น ผกก.2 ป. ผมก็เป็น รอง ผกก.2 ป.สลับกับ รองผกก.1 ป.ไปมาอยู่ 5 ปี มีคดีเยอะแยะ จำไม่ค่อยได้ เพราะมันเยอะอย่างที่เห็นแหละ ขึ้น ผกก.3 บก.ป.ตอนพี่วินัย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง เป็นผู้การกองปราบฯ ท่านวงกต เป็นผู้บัญชาการ ก็ให้เป็น ผกก.3 ป.ดูแลภาคอีสาน ปีแรกดู ภาค 1 , 5 และ 6 แต่พอปีที่ 2 เขาเปลี่ยนโครงสร้าง ก็ไปเป็นภาค 3 และ ภาค 4 เป็นอยู่ 2 ปี ก็ไปเป็นผกก.อยู่ที่พัทยา พี่วิน เป็นผบช.ภ 2 เอาไปอยู่พัทยา อีกปีหนึ่ง

อยู่ บช.ภ.2 ได้สักพัก พี่วินมาเป็น ผบช.น. ผมก็ย้ายตามไปอยู่ที่ สน.ลุมพินี พอแกย้าย ก็โดนย้ายอีก ก็ไปลง สน.ทองหล่อ ก็ถือว่าได้อยู่ที่ดีนะ แต่ก็ไม่มีอะไร เพราะไม่ได้สนใจอะไร ถามลูกน้องเก่าๆได้ ไปทุกโรงพักถามได้ ว่าผมเป็นยังไง หาข่าวดูได้เลยว่าจริงหรือไม่ที่พูด แล้วก็ไปขึ้นเป็นรองผู้การ บก.น.8 ตอนนั้นพี่หมี พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ อจลบุญ เป็นผู้การ 8 ก็อยู่กองปราบ ก๊วนเดิมๆ ตอนนั้น ผบช.น.เป็นพี่แป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ส่วนพี่วิน เข้าไปเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.แล้ว จากนั้นผมก็มาเป็นรองผู้การ 191 รองผู้การกองปราบ ไล่เรียงกันเป็นรองผู้การมา 6 ปี เป็น ผกก.มาแล้ว 5 ปี เป็น รอง ผกก.มา 5 ปี และเป็นสารวัตร 8 ปี รองสารวัตร 9 ปี ก่อนจะขึ้นเป็นผู้การ ปทส.หรือผู้การป่าไม้ ปีเดียว แล้วก็มา รรท.ผบก.ป.

       นายพลคนชัยนาทนั่งกอดอกหลวมๆสบายๆก่อนตอบคำถามว่ารู้สึกยังไงที่ได้มาเป็น รรท.ผบก.ป. เจ้าตัวบอกว่า….. ก็เหมือนได้กลับมาที่บ้านเก่าอีกครั้ง มีลูกน้องเก่าๆ อยู่ สบายใจ ไม่ต้องให้นโยบายอะไรมาก ยึดถือตามนโยบายผู้บังคับบัญชา ผู้บัญชาการให้นโยบายไว้เยอะแล้ว เราทำตามนโยบายก็เหนื่อยแล้ว มาถึงผมถามลูกน้องตอนประชุมว่า ใครรู้จักผมมั่ง ใครเคยทำงานกับผม แล้วใครที่ไม่รู้จัก ไม่เคยทำงานกับผม ก็ให้ยกมือขึ้น ก็ไม่มีใครยกมือสักคน เลยบอกว่างั้นก็ไม่ต้องคุยอะไรกันเยอะ รู้กันอยู่แล้วว่าผมทำงานยังไง เพราะนโยบายผู้บัญชาการก็เยอะอยู่แล้ว ทำให้ครอบคลุม ก็ถือว่าโอเค.แล้ว

ถ้าถามว่าหนักใจมั้ยที่มาอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ภารกิจหลักๆ ที่อยากจะทำให้มันดีคือออกไปตระเวนตรวจค้นอะไรๆ พวกนี้ ให้มันหนักกว่าเดิม แต่มันก็มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่ถูกตัดลงไปเยอะ


ต้องยอมรับว่า สถานการณ์มันก็ค่อนข้างสงบในเรื่องอาชญากรรม หรือการเมือง ส่วนหนึ่งอาจเพราะอยู่ในห้วงของการไว้อาลัย ถือว่าเป็นเรื่องของพระบารมีของพระองค์ ที่ถึงแม้จะเสด็จสวรรคตแล้ว ก็ยังแผ่บารมีคุ้มครองประเทศ ทำให้เรื่องเหล่านี้ลดลงไปเยอะ แม้กระทั่งการทะเลาะกันทางการเมืองก็เบาลง เลยยังไม่มีงานที่เป็นรูปธรรมในเรื่องอาชญากรรมมากนัก ก็มุ่งหวังให้กองปราบ ได้รักษามาตรฐานให้เหมือนกับที่นายคนเก่าๆ เขาทำไว้ได้ดีแล้ว ทั้งพี่วิน พี่วินัย อะไรอย่างนี้

ต้องขอขอบคุณ ที่มา http://policenewsvarieties.com/สุทิน-ทรัพย์พ่วง-เล่าชี